Get Adobe Flash player
คำขวัญจังหวัดอุตรดิตถ์ : เหล็กน้ำพี้ลือเลื่อง เมืองลางสาดหวาน บ้านพระยาพิชัยดาบหัก ถิ่นสักใหญ่ของโลก

 







สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้56
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้138
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้56
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว955
mod_vvisit_counterเดือนนี้2616
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว4219
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด156143

ขณะนี้มีผู้ชม: 2
IP ของคุณ: 103.55.142.142
,
Now is: 2017-08-20 09:40

ประวัติสำนักพุทธ

บุคลากร พศจ.อุตรดิตถ์

บุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอุตรดิตถ์
ปีพุทธศักราช ๒๕๖๐

นายบรรณกิจ ลือยศ
ผู้อำนวยการ
สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอุตรดิตถ์





นายพรมรินทร์  ขวัญอ่อน
นักวิชาการศาสนาชำนาญการพิเศษ



กล่มอำนวยการและกิจการคณะสงฆ์ กลุ่มส่งเสริมพระพุทธศาสนาและกิจการพิเศษ






นางน้ำทิพย์ ต่ายลำยงค์
นักวิชาการศาสนาชำนาญการ

นายพรมรินทร์  ขวัญอ่อน
นัรกวิชาการศาสนาชำนาญการพิเศษ
หัวหน้ากลุ่มอำนวยการและกิจการคณะสงฆ์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมพระพุทธศาสนาและกิจการพิเศษ



นายคมกฤช  อโณทัย
นักวิชาการศาสนาชำาญการ

นายสุพรรณ์ ยากองโค
นักวิชาการศาสนาชำนาญการ



นางธนกชพร ผิวหลง
เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีชำนาญงาน

นายธนภัทร  อุทธตรี
นักวิชาการศาสนาชำนาญการ

นางณิชมน อยู่พรมชาติ
พนักงานธุรการ
นางสาวอินทิรา  โพอุทัย
นักวิชาการศาสนาชำนาญการ

นายศุภสรณ์ ขุนฉนมฉ่ำ
พนักงานขับรถ
นายมนต์ชัย  ปั้นงาม
นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
นางเรณู เอื่ยมอร่าม
แม่บ้าน
นางสาวภัควลัญช์ ทองแห้ว
นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ


นายสุรศักดิ์ เกตุขาว
พนักงานรักษาความปลอดภัย

 

 


อัพเดต วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๐

 

ประวัติความเป็นมา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
                      พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย  ด้วยคนไทยส่วนใหญ่ได้เคารพนับถือพระพุทธศาสนาเป็นสรณะแห่งชีวิตสืบต่อกันมาเป็นเวลาช้านานนับแต่โบราณกาลจวบจนปัจจุบันที่ชาติไทยเรามีความมั่นคง ดำรงเอกราช มีธิปไตยเป็นอิสระเสรีอยู่ได้ตราบเท่าทุกวันนี้ ก็ด้วยคนในชาติยึดมั่นอยู่ในสามัคคีตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีอันดีงาม ซึ่งเป็นปัจจัยเสริมสร้างสามัคคีธรรมระหว่างคนในชาติ ส่วนใหญ่มีพื้นฐานมาจากพระพุทธศาสนา ดังนั้น หลักธรรมคำสั่งสอนทางศาสนาจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาและความมั่นคงของประเทศชาติการบริหารกิจการพระศาสนานั้น เป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์ตามพุทธบัญญัติ แต่เนื่องจากอาณาจักรและศาสนจักรต้องประสานกันเพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ รัฐบาลในฐานะผู้รับสนองพระราชภาระของพระมหากษัตริย์ จึงเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินงานกิจการทางศาสนา ตามประวัติและพัฒนาการโดยลำดับ ดังนี้
                      - สมัยกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา มีราชบัณฑิต และ หมื่นราชสังฆการี รับมอบหมายภารกิจด้านการศาสนา
                       - ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีหน่วยงานรับผิดชอบ ๓ หน่วยงานคือ กรมธรรมการ กรมสังฆการี และกรมราชบัณฑิต
                       พ.ศ.๒๔๓๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้งกรมศึกษาธิการขึ้นดูแลโรงเรียนต่าง ๆ ในขณะนั้น
                       พ.ศ.๒๔๓๕ รวมกรมธรรมการ กรมสังฆการี กรมพยาบาล กรมพิพิธภัณฑ์สถาน และกรมศึกษาธิการ เป็นกระทรวงธรรมการ
                       พ.ศ. ๒๔๔๑ “ ประกาศจัดการเล่าเรียนในหัวเมือง “ ให้ราษฎรมีความรับผิดชอบ และให้รู้จักการประกอบอาชีพ ในทางสุจริต โดยให้พระภิกษุสงฆ์เป็นผู้สั่งสอนอบรม (พ.ศ.๒๔๔๒ กระทรวงมหาดไทยได้โอนหน้าที่การอุดหนุนการศึกษา ให้กระทรวงธรรมการตามเดิม)
                       พ.ศ. ๒๔๔๕ ประกาศใช้ “ พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑” ซึ่งมีบัญญัติให้พระสงฆ์ทุกระดับ มีหน้าที่บำรุงการศึกษาในวัดอีกด้วย
                       พ.ศ. ๒๔๕๙  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้มีการปรับปรุงตำแหน่งหน้าที่ ในกระทรวงธรรมการ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยมีกองบัญชาการและแบ่งกรมใหญ่มีหัวหน้าเป็นอธิบดี ๒ กรม คือ กรมธรรมการ และ กรมศึกษาธิการ และใน ๒ กรมดังกล่าว ก็มีกรมเล็ก ๆ ซึ่งหัวหน้ามี ตำแหน่งเป็นเจ้ากรมอยู่ในสังกัด คือ กรมสังฆการี กรมพระอาราม กองอธิกรณ์ ขึ้นอยู่กับกรมธรรมการ ส่วนกรมราชบัณฑิต กรมวิสามัญศึกษา กรมสามัญศึกษา ขึ้นกับกรมศึกษาธิการ
                       พ.ศ. ๒๔๖๒ ได้มีการเปลี่ยนชื่อ กระทรวงธรรมการ เป็น กระทรวงศึกษาธิการ และโปรดให้ย้ายกรมธรรมการไปรวมอยู่ในพระราชสำนักตามประเพณีเดิม ซึ่งรวมกรมสังฆการีอยู่ด้วยกันไปสังกัดอยู่ในกระทรวงธรรมการ ทั้งนี้ “โดยที่ทรงพระราชดำริว่า การศึกษาไม่ควรจะแยกจากวัด”
                      พ.ศ. ๒๔๖๙ เปลี่ยนชื่อเป็น กระทรวงธรรมการ อีกครั้งหนึ่ง และย้ายกรมธรรมการ ซึ่งรวมกรมสังฆการีอยู่ด้วยกัน ไปสังกัดอยู่ในกระทรวงธรรมการ ทั้งนี้ “โดยที่ทรงพระราชดำริว่า การศึกษาไม่ควรจะแยกจากวัด”
                      พ.ศ. ๒๔๗๔ มีการเปลี่ยนแปลงราชการในกระทรวงธรรมการและกรมสังฆการีเข้าด้วยเช่นเดิม กรมธรรมการยังคงสังกัดอยู่ในกระทรวงธรรมการเรื่อยมา แม้ภายหลังสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง
                     พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้มีประกาศพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม เปลี่ยนชื่อกระทรวงธรรมการ เป็น กระทรวงศึกษาธิการ และเปลี่ยนชื่อ กรมธรรมการ เป็น กรมการศาสนา
                      พ.ศ. ๒๕๔๕ ในวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๔๕   ได้มีการแบ่งส่วนราชการกรมการศาสนาเดิม ออกเป็น ๒ หน่วยงาน คือ กรมการศาสนา สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  เป็นหน่วยงานที่ ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี 
 

ประวัติความเป็นมา สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอุตรดิตถ์

                                                       
                    ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้มีส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี  กระทรวงหรือทบวง  เรียกว่า  “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” 
                จากกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินงานสนองงานพระสงฆ์และรัฐ โดยการทำนุบำรุง ส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา ให้การอุปถัมภ์คุ้มครองและส่งเสริมพัฒนางานพระพุทธศาสนา ดูแลรักษา จัดการศาสนสมบัติ พัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา รวมทั้งให้การสนับสนุนส่งเสริม พัฒนาบุคลากร ทั้งนี้ ให้แบ่งส่วนราชการระดับกองและอำนาจหน้าที่ของแต่ละกอง สังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  จำนวน ๖ กอง ประกอบด้วย กองกลาง  กองพุทธศาสนศึกษา  กองพุทธศาสนสถาน  สำนักงานพุทธมณฑล สำนักงานศาสนสมบัติ  และสำนักเลขาธิการมหาสมาคม
                        จากการประชุมสัมมนาเรื่องนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๕  ที่พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ซึ่งประกอบด้วย กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะหน เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด ข้าราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีมติร่วมกันว่าควรมี “สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด” เป็นหน่วยงานในระดับพื้นที่ที่จะรองรับการกระจายอำนาจจากส่วนกลาง    สู่ส่วนภูมิภาค  จึงมีคำสั่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ ๔๐/๒๕๔๗  ลงวันที่ ๓๐ มกราคม  พ.ศ.๒๕๔๗  ให้จัดตั้ง “สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด” เป็นหน่วยงานระดับกองในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขึ้นในทุกจังหวัดทั่วประเทศ  ๗๕  แห่ง  ยกเว้น กรุงเทพมหานคร  เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในระดับจังหวัด  โดยมีหน้าที่สนองงาน คณะสงฆ์ และทำนุบำรุงส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา ให้การอุปถัมภ์คุ้มครองส่งเสริมและพัฒนางานพระพุทธศาสนา  ดูแลรักษาจัดการศาสนสมบัติ  รวมทั้งให้การสนับสนุน ส่งเสริมพัฒนาบุคลากรทางศาสนาในระดับจังหวัด
                        ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้การปฏิบัติงานสอดคล้องกับระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ ฉ  แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.๒๕๓๔  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๔๓  นายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงไว้ โดยให้ยกเลิกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕  และประกาศใช้กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๙  ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ลงนามเมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๙
                        เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้คือ  โดยที่สมควร จัดตั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด เป็น ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ขึ้นในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  เพื่อให้การทำนุบำรุงและส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนาในระดับภูมิภาคเป็นไปอย่างคล่องตัว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สมควรปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และระบุอำนาจหน้าที่ของแต่ละส่วนราชการดังกล่าวให้เหมาะสมกับสภาพของงานจึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
                        ทั้งนี้ กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวกำหนดให้แบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
                    ก.ราชการบริหารส่วนกลาง
                       (๑) กองกลาง
                       (๒) กองพุทธศาสนศึกษา
                       (๓) กองพุทธศาสนสถาน
                       (๔) สำนักงานพุทธมณฑล
                       (๕) สำนักงานศาสนสมบัติ
                       (๖) สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม
                    ข.ราชการบริหารส่วนภูมิภาค
                       สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด  มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
                       (๑) ศึกษา วิเคราะห์ และรายงานข้อมูลสารสนเทศด้านพระพุทธศาสนา เพื่อกำหนดนโยบายในระดับจังหวัด รวมทั้งเสนอแนะแนวทางไข
                      (๒) ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบาย แผนงาน โครงการของหน่วยงานในความดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด รวมทั้งรายงานผลการดำเนินงาน ปัญหาและอุปสรรคให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ
                      (๓) ส่งเสริม ดูแล รักษา และทำนุบำรุงศาสนสถานและศาสนวัตถุทางพระพุทธศาสนารวมทั้งดูแล รักษา และจัดการวัดร้างและศาสนสมบัติกลางในจังหวัด
                      (๔) ส่งเสริมและสนับสนุนให้วัดเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และแหล่งภูมิปัญญาของชุมชนรวมทั้งส่งเสริมให้มีศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของจังหวัด
                      (๕) ส่งเสริม สนับสนุน และประสานงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และด้านพุทธศาสนศึกษา รวมทั้งดูแลและควบคุมมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดภายในจังหวัดให้ผู้เรียนมีความรู้คู่คุณธรรม และพัฒนาบุคลากรทางพระพุทธศาสนา
                      (๖) รับสนองงาน ประสานงาน และสนับสนุนกิจการและการบริหารการปกครองคณะสงฆ์ ตลอดจนการดำเนินการตามนโยบายและมาตรการในการคุ้มครองพระพุทธศาสนา
                      (๗) ส่งเสริมและประสานการดำเนินงานในการปฏิบัติศาสนพิธีและกิจกรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
                      (๘) ปฏิบัติงานตามกฎหมายในความรับผิดชอบของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้วาราชการจังหวัดหรือตามที่ได้รับมอบหมาย
                      (๙) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย

หน้าแรก