Get Adobe Flash player
คำขวัญจังหวัดอุตรดิตถ์ : เหล็กน้ำพี้ลือเลื่อง เมืองลางสาดหวาน บ้านพระยาพิชัยดาบหัก ถิ่นสักใหญ่ของโลก

 







สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้118
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้141
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้259
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว979
mod_vvisit_counterเดือนนี้1380
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว4047
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด218182

ขณะนี้มีผู้ชม: 2
IP ของคุณ: 103.55.142.142
,
Now is: 2018-12-10 20:09

รวมพลังคนไทยไม่โกง

หลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์ วัดคุ้งตะเภา

หลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนี

พระพุทธรูปโบราณศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอุตรดิตถ์ อายุ ๘๐๐ ปี

 

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/7/7a/Phra_Buddha_Sukosamrit_Uttaraditmuni_1.jpg/800px-Phra_Buddha_Sukosamrit_Uttaraditmuni_1.jpg

พระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนี หรือ หลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์ เป็น ๑ ใน ๙ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สำคัญคู่บ้านคู่เมืองอุตรดิตถ์ มีพุทธลักษณะปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์บริสุทธิ์ หน้าตักกว้าง ๒ ศอกเศษ มีพุทธลักษณะงดงามตามแบบอย่าง สกุลช่างสุโขทัย-เชียงแสน ซึ่งเป็นแบบที่พบได้น้อยมากและหายากที่สุด โดยหลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์ เป็นพระพุทธรูปสำคัญเพียงองค์เดียวในจังหวัดอุตรดิตถ์ที่องค์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ทรงยกย่องเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองอุตรดิตถ์ และทรงมีพระเมตตาธิคุณทรงตั้งพระนามขึ้นใหม่ถวายเป็นพุทธบูชาเป็นกรณีพิเศษ

หลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์ เดิมองค์พระถูกพอกปูนลงรักปิดทองอารักขาภัยไว้ ตัวองค์พระสำริดดังปรากฏในปัจจุบันนั้นสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยแรกก่อตั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ สกุลช่างเชียงแสนยุคปลายผสมสกุลช่างสุโขทัยยุคต้น หรือในช่วงยุครอยต่อการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย เป็นรัชสมัยระหว่างพ่อขุนศรีอินทราทิตย์กับพญาลิไท มีอายุประมาณ ๘๐๐ ปี มีประวัติความเป็นมาและอภินิหารที่น่าสนใจยิ่ง

หลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์ ประดิษฐานอยู่ที่ วัดคุ้งตะเภา หมู่บ้านคุ้งตะเภา ตำบลคุ้งตะเภา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ เดิมนั้นทางวัดไม่เปิดเผยสถานที่ประดิษฐาน และไม่ให้บุคคลทั่วไปเข้าสักการะได้ถึงองค์พระ เนื่องด้วยปัญหาด้านการรักษาความปลอดภัย โดยจะอัญเชิญหลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนีออกให้ประชาชนทั่วไปนมัสการได้ถึงตัวองค์พระเพียงในช่วงเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น แต่ในปัจจุบัน วัดคุ้งตะเภา ได้สร้างห้องตู้กระจกนิรภัย พร้อมทั้งติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยอิเล็กทรอนิกส์แล้ว จึงทำให้สามารถเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าสักการะได้ทุกวัน โดยปัจจุบันหลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนีประดิษฐานอยู่ที่หอพระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนี วัดคุ้งตะเภา

พระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนีนั้น จัดเป็นพระพุทธรูปเนื้อโลหะสัมฤทธิ์ปางมารวิชัยศิลปะสกุลสุโขทัย-เชียงแสนแปลง แบบท่านมหาสวน ปัจจุบันปรากฏเพียงไม่กี่องค์ในประเทศไทย ผศ.เขียน ยิ้มศิริ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยศิลปากร ศิลปินชั้นเยี่ยมสาขาจิตรกรรม กล่าวยกย่องคุณค่าทางศิลปะของพระพุทธรูปแบบหลวงพ่อพระพุทธสุโขสัมฤทธิ์ อุตรดิตถ์มุนีไว้ในหนังสือ "พุทธานุสรณ์" ของท่านว่า พระพุทธรูปแบบหลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์เช่นนี้ "เป็นศิลปะชั้นครู (Masterpiece)" ซึ่งนับว่าหายากมาก ทั้งหมดมีขนาดเท่ากันคือขนาดเท่าคน มีจุดเด่นที่พระพักตร์อันสงบงามยิ่ง โดย ผศ.เขียน ยิ้มศิริ ยกย่องพระพุทธรูปแบบหลวงพ่อพระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนีไว้ในหนังสือพุทธานุสรณ์ว่า

...อารมณ์การแสดงออกของท่านมีความสงบเป็นสำคัญ ยิ่งดูท่านนานเพียงไร ก็ยิ่งจับใจในความสง่างามของท่านยิ่งขึ้นเพียงนั้น...

อาจารย์เขียน ยิ้มศิริ กล่าวอีกว่าพระพุทธสิหิงค์ องค์ที่ประดิษฐานในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบความงดงามสู้กับพระพุทธรูปแบบหลวงพ่อพระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนีได้เลย เพราะ พระพุทธรูปแบบหลวงพ่อพระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนีนับว่ามีจิตวิญญาณภายในมากกว่า ดังนั้นจึงนับได้ว่าในด้านความมีวิญญาณผุดผ่องภายในเชิงศิลปะของหลวงพ่อพระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนีนั้นนับได้ว่าเป็นเลิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาจารย์เขียน ยิ้มศิริ ได้สรุปสันนิษฐานไว้เป็นแนวคิดของท่านว่า พระพุทธรูปแบบหลวงพ่อพระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนีนั้น สร้างขึ้นโดย "ผู้มีภูมิสง่าราวกับกษัตริย์" หรือสร้างขึ้นโดยผู้มีบุญบารมีหรือโดยพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ เพื่อประดิษฐานเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณ อาศัยข้อสันนิษฐาน​​​จาก​​​พระพุทธลักษณะขององค์หลวงพ่อสุ​​​โขทัยสัมฤทธิ์ ประกอบ​​​กับ​​​เกณฑ์การแบ่งยุคพระพุทธรูปทางวิชาการโบราณคดี ​​จึง​​​สันนิษฐานว่าหลวงพ่อสุ​​​โขทัยสัมฤทธิ์ของวัดคุ้งตะ​​​เภาองค์นี้​​ ​ได้​​​ สร้างขึ้นก่อน​​​​​สมัยสุ​​​โขทัยยุคที่​​ ๑ ​​หรือ​​​ร่วมสมัยยุคแรก​​ ​​ใน​​​ราว​​พุทธศตวรรษที่​​ ๑๗ ​​ถึง​​ ​​พุทธศตวรรษที่​​ ๑๘ ​​คำ​​​นวนอายุที่สร้างองค์หลวงพ่อ​​​ไม่​​​น้อยกว่า​​ ๘๐๐ ​​ปี มา​​​แล้ว

ตำนานความเป็นมาและอภินิหารโดยสังเขป

พระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนี ได้สถาปนาขึ้นโดยพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ เมื่อ ๘๐๐ ปี ก่อน ​​​​ใน​​​ช่วงราวพุทธศตวรรษที่​​ ๑๗ – ๑๘ เพื่อประดิษฐานเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองภายในพระวิหารหลวง ​​​เป็นมิ่งขวัญ​​​ที่เคารพสักการะของชาวอาณาจักรโบราณที่รุ่งเรือง​​​และ​​​รุ่มรวย​​​ด้วย​​​อารยธรรมมานานหลายร้อยปี ​​ต่อมาเมื่อมีการสงครามรบทัพจับศึกโกลาหลจน​​​ถึง​​​ขั้นเสียเมือง​​ ​​ชาวบ้านที่มี​​​ใจศรัทธา​​​ไม่​​​ต้อง​​​การ​​​ให้​​​พระพุทธรูปอัน​​​เป็น​​​ที่​​​เคารพรัก​​​และ​​​หวงแหนยิ่ง ต้อง​​​ตกไป​​​อยู่​​​ใน​​​มือของข้าศึก​​ ​​จึง​​​ได้​​​ร่วมใจ​​​กัน​​​พอกปูนลงรัก​​​ไว้​​​เพื่ออำ​​​พรางปิดบังข้าศึก และด้วยพระพุทธบารมีองค์​​​หลวงพ่อพระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนี​​​จึง​​​รอดพ้นภยันตรายจากข้าศึกมา​​​ได้​​ ​​แต่องค์หลวงพ่อพระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนีก็​​​ต้อง​​​ถูกปิดบัง​​​พระพุทธลักษณะเอา​​​ไว้​​​เพื่อ​​​ความ​​​ปลอดภัยมานาน​​นับร้อย​​ ​​ๆ​​ ​​ปี​​ ​​นับแต่บัด​​​นั้น​​ ​​

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/a/a7/Buddha_Yodfa_Chulaloke_portrait.jpg/100px-Buddha_Yodfa_Chulaloke_portrait.jpg

จวบจนยุคสมัยก้าวล่วง​​​เข้า​​​สู่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์​​ ​​ภายหลังยุคจลาจลเมื่อคราวสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ไม่นาน องค์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา​​​โลกมหาราช รัช​​​​กาลที่​​ ๑ ​​ได้ทอดพระ​​​เนตรเห็นพระพุทธรูป​​​ซึ่ง​​​อยู่​​​ตามหัวเมืองต่าง​​ ​​ๆ​​ ​​ทั้ง​​​ที่​​​เป็น​​​พระปูน​​ ​​พระ​​​โลหะ​​ ​​ซึ่ง​​​ถูกทอดทิ้ง​​​ไว้​​​อย่างน่า​​​เวทนา​​ภายในหัวเมืองโบราณต่าง ๆ ทั้งหัวเมืองเหนือและหัวเมืองล้านนา ทรงมีพระราชศรัทธาเปี่ยมล้นในอันที่จะฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้กลับคืนมารุ่งเรืองเหมือนเมื่อครั้งบ้านเมืองยังดี จึงมีพระบรมราชโองการให้​​​อัญเชิญเคลื่อยย้ายพระพุทธรูป​​​ซึ่ง​​​ถูกทอดทิ้งตามพระอารามร้างวิหารหลวงโบราณและ​​​จากวัดต่าง​​ ​​ๆ​​ ​​ทั่ว​​​พระราชอาณา​​​เขต​​ ​​​​​มารวบรวม​​​ไว้​​​ใน​​​พระนครเพื่อรอการอัญเชิญไป​​​ประดิษฐาน​​​ไว้​​​ยังพระอารามอันสมควรแก่การสักการบูชา​​ ​​โดย​​​ในครั้งนี้มีการอัญเชิญพระพุทธรูป​​​จาก​​​หัวเมืองต่าง​​ ​​ๆ​​ ​​มา​​​ยัง​​​กรุงเทพมหานคร​​ ​​มากกว่า​​ ๑,๒๔๘ ​​องค์​​ (หนึ่งพันสองร้อยสี่สิบแปดองค์) ​​ซึ่ง​​​พระพุทธรูปปูนปั้นหุ้มหลวงพ่อพระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนีก็ได้​​​ถูกอัญเชิญมา​ใน​​​คราวเดียว​​​กัน​​นี้​​ ​​ใน​​​การ​​​นั้น​​ ​​ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ​​โปรดเกล้าฯ​​ ​​ให้​​​ประดิษฐานองค์หลวงพ่อพระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนี และพระพุทธรูป​​​จาก​​​หัวเมืองต่าง​​ ​​ๆ​​ ​​ที่​​​ได้​​​รวบรวมมาประดิษฐาน​​​ไว้​​ ​​ณ​​ ​​พระระ​​​เบียงวัดพระ​​​เชตุพนวิมลมังคลาราม​​ ​​ที่ทรงบูรณปฏิสังขรณ์​​​เสร็จสิ้น​​​ใน​​​ปี​​ ​​พ​​.​​ศ​​. ๒๓๔๔

ต่อมาในปี​​ ​​พ​​.​​ศ​​. ๒๓๓๖ ​​พระสัมพันธวงศ์​​​เธอ​​ ​​เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์​​ ​​พระ​​​โอรส​​​ใน​​​สมเด็จพระ​​​เจ้าบรมวงศ์​​​เธอ​​ ​​เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระ​​พี่นางเธอ​​​ใน​​​รัชกาลที่​​ ๑ ​​ทรงทำ​​​การบูรณปฏิสังขรณ์วัดเลียบเสร็จ​​​แล้ว​​​ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา​​​โลก​​มหาราช​​ ​​รัชกาลที่​​ ๑ ​​แห่งกรุงรัตนโกสินทร์​​ ​​ได้พระราชทานนามวัดว่า​​ "วัดราชบุรณราชวรวิหาร" ​​ตามนามวัดราชบุรณะ​​​ซึ่ง​​​เป็น​​​วัดคู่​​​เมืองราชธานีตลอดมาตั้งแต่สมัยสุ​​​โขทัย​​ ​​และ​​​ได้​​​มีพระบรมราชูปถัมภ์​​​ใน​​​การบูรณปฏิสังขรณ์​​​ด้วย กาลเวลาผ่านมาจน​​ ​​ในสมัย​​​รัชกาลที่​​ ๒ ​​พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย​​ ​​ทรงพระกรุณา​​​โปรดเกล้าฯ​​ ​​ให้​​​ถอนสีมาวัดเลียบเก่า​​ ​​แล้ว​​​สร้างพระอุ​​​โบสถ​​​และ​​​พระวิหาร​​​ใหม่​​ ​​พร้อม​​​กับ​​​ทำ​​​การสร้างพระระ​​​เบียงล้อมรอบพระอุ​​​โบสถ​​ ​ภาย​​​ใน​​​อัญเชิญพระพุทธรูป​​​ซึ่ง​​​​พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา​​​โลก​​ ​​ทรงพระกรุณา​​​โปรดเกล้าฯ​​ ​​ให้​​​นำ​​​มา​​​จาก​​​หัวเมืองรวม​​ ๑๖๒ ​​องค์​​ ​​มาประดิษฐาน​​​ไว้​​ ​​ซึ่ง​​​หนึ่ง​​​ใน​​​นั้น​​​ก็คือองค์หลวงพ่อพระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนี​​​ด้วย

​กาลล่วงเลยมาจน​​​ถึง​​ ​​พ​​.​​ศ​​. ๒๔๘๘ ​​ใน​​​ระหว่างสงครามโลกครั้งที่​​ ๒ ​​วัดราชบุรณะถูกระ​​​เบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร​​ ​​ทำ​​​ให้​​​พระอุ​​​โบสถ​​ ​​พระวิหาร​​ ​​และ​​ ​​กุฏิ​​​เสนาสนะ​​ ​​เสียหายมาก​​ ​​คณะสังฆมนตรี​​ ​​และ​​​คณะรัฐมนตรีขณะ​​​นั้น​​​มีมติว่า​​ ​​สมควรยุบเลิกวัดเสีย​​ ​​จึง​​​นำ​​​ความ​​​กราบบังคมทูล​​ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ ​​และ​​​ได้รับพระบรมราชานุญาตให้​​​ยุบเลิกวัดได้ ทางราชการจึงออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ​​ ​​ลงวันที่​​ ๓๐ ​​กรกฎาคม​​ ​​พ​​.​​ศ​​. ๒๔๘๘ ​​เมื่อถูกยุบเลิก​​ ​​ทางวัด​​​ได้​​​อนุญาต​​​ให้​​​วัดต่าง​​ ​​ๆ​​ ​​ใน​​​หัวเมือง​​ ​​อัญเชิญพระพุทธรูปที่พระระ​​​เบียงที่รอด​​​จาก​​​การถูกทำ​​​ลาย​​ ​​ไปประดิษฐาน​​​ยัง​​วัดของตน​​​ได้​​​ตามแต่ประสงค์​​ ​​หลัง​​​จาก​​​สงครามสงบลง​​​ใน​​​ปี​​​เดียว​​​กัน​​ ​​พระพุทธรูปเหล่า​​​นั้น​​​จึง​​​กระจายไป​​​อยู่​​​ตามวัดต่าง​​ ​ๆ

​​อัญเชิญขึ้นมายังอุตรดิตถ์

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/0/02/Phra_Buddhu_Sukothai_Samrit2.JPG/449px-Phra_Buddhu_Sukothai_Samrit2.JPGวัดคุ้งตะเภา ซึ่งในสมัยนั้นกำลังทำการก่อสร้างอุโบสถ และยังไม่มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่สำหรับเป็นพระประธานเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ จึงได้แจ้งความจำนงขอรับพระพุทธรูปเก่าจากวัดราชบุรณราชวรวิหารมาองค์หนึ่ง กรมการศาสนาจึงได้ส่งพระพุทธรูปโบราณทั้งที่เป็นพระปูนพระสัมฤทธิ์ รวมทั้งองค์หลวงพ่อพระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนีที่เคยประดิษฐานที่พระระเบียงคต รวมจำนวน ๘ องค์ คู่กับรูปหล่อสัมฤทธิ์พระอัครสาวกที่เคยประดิษฐานเป็นพระอสีติมหาสาวก ๘๐ องค์ ภายในวิหารซึ่งเป็นพระที่รอดจากการทำลายจากระเบิดสัมพันธมิตรในครั้งนั้นมาด้วย โดยการเคลื่อนย้ายนั้น กรมการศาสนาได้อัญเชิญหลวงพ่อพระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนีและพระพุทธ รูปอื่น ๆ ขึ้นมายังจังหวัดอุตรดิตถ์โดยทางรถไฟมาลงที่สถานีรถไฟศิลาอาสน์ และอัญเชิญมาประดิษฐานเป็นการชั่วคราวที่วัดธรรมาธิปไตย ซึ่งเป็นวัดของพระเดชพระคุณพระสุธรรมเมธี (บันลือ ธมฺมธโช ป.ธ.๘) เจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ในขณะนั้น โดยท่านได้ทำการจัดแบ่งถวายยังวัดต่าง ๆ ที่แจ้งความประสงค์มาโดยการเลือกบ้างจับสลากบ้าง พระปลัดป่วน ซึ่งยังเป็นเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภาในครั้งนั้นจึงได้ส่งมัคนายกวัดคุ้งตะเภา ๒ ท่าน คือ ทายกบุตร ดีจันทร์ และทายกอินทร์ รัตนมาโต มาที่วัดธรรมาธิปไตยเพื่อคัดเลือกและรับอัญเชิญพระพุทธรูปหลวงพ่อพระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนีมายังวัดคุ้งตะเภา โดยได้รับถวายรูปหล่อพระอัครสาวกมาจำนวน ๒ องค์เพื่อประดิษฐานคู่กับหลวงพ่อพระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนีด้วย (ปัจจุบันรูปพระอัครสาวกทั้งสองได้สูญหายไปนานแล้ว)

สำแดงปาฏิหาริย์

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/9/90/Phra_Buddhu_Sukothai_Samrit..jpg/450px-Phra_Buddhu_Sukothai_Samrit..jpgย้ายหลวงพ่อพระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนีมายังวัดคุ้งตะเภาในครั้งนั้น ทายกทั้งสองได้ชวนคนวัดและชาวบ้านร่วมกันอัญเชิญมาลงที่ท่าอิฐไม่ไกลจากวัดธรรมาธิปไตย และทวนแพมาขึ้นฝั่งหน้าวัดคุ้งตะเภาโดยทางแม่น้ำน่านในช่วงสงกรานต์ปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ในครั้งนั้นเล่ากันมาว่า มีน้ำหลากสูงเต็มตลิ่งผิดปกติ เกิดฝนตกและนิมิตรมงคลหลายประการ ทำให้ชาวบ้านสามารถอัญเชิญหลวงพ่อพระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนีขึ้นฝั่งตรงหน้าวัดบริเวณ ต้นโพธิ์หน้าศาลาการเปรียญได้เป็นอัศจรรย์ โดยในช่วงแรก ชาวบ้านคุ้งตะเภาได้ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นหลวงพ่อพระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนีไว้เป็นพระประธานบนบนศาลาการเปรียญเปิดโล่งสี่ทิศ หรืออาคารศาลาการเปรียญหลังเก่าที่สร้างมาแต่ พ.ศ. ๒๔๗๒ ซึ่งเป็นศาสนสถานหลักของวัดในสมัยนั้นก่อนจะมีการสร้างอุโบสถเพื่อประดิษฐาน ในช่วงหลัง โดยผู้เฒ่าผู้แก่เล่าสืบมาว่า หลังอัญเชิญหลวงพ่อพระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนีมาประดิษฐาน เป็นหลักชัยของวัดในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ได้มีฝนตกต้องตามฤดูกาลเสมอมา ชาวบ้านคุ้งตะเภาในช่วงนั้นหากินได้อุดมสมบูรณ์มากกว่าปกติ และต่างเชื่อกันว่าเป็นเพราะความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปที่นำมาจากวัดราชบุรณะ ในภายหลังจึงได้การขนานพระนามถวายองค์พระว่า "หลวงพ่อสัมฤทธิ์" ที่แปลว่า พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่บันดาลความสุขอุดมสมบูรณ์และความสำเร็จดังปรารถนา มาให้ จนในช่วงหลังพระสงฆ์ในวัดเรียกกันคุ้นปากว่า "หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์" ที่มีความหมายถึงความสุขเช่นเดียวกัน ต่อมาในช่วงหน้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้มีลมพายุพัดรุนแรงมากจนทำให้กิ่งไม้หักถูกศาลาการเปรียญต้ององค์พระปูน ปั้นหลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์ชำรุดจนเห็นเนื้อภายใน ทำให้พระสงฆ์วัดคุ้งตะเภาได้ทราบว่าพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาแต่วัดราชบุรณะ นั้นเป็นพระพุทธรูปเนื้อสัมฤทธิ์โบราณ จึงได้อัญเชิญไปประดิษฐานในอุโบสถของวัดคู่กับหลวงพ่อสุวรรณเภตรา พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สำคัญประจำวัดคุ้งตะเภา ปะปนกับพระพุทธรูปองค์อื่น ๆ โดยไม่ได้เปิดเผยว่าเป็นพระเนื้อสัมฤทธิ์โบราณ และมีพระสงฆ์วัดคุ้งตะเภาเข้าจำพรรษาเฝ้าระวังหลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์ทุกพรรษา ในอุโบสถ ทำให้ในช่วงหลังนามหลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์ได้ลืมเลือนไปจากชาวบ้านรุ่นที่ทัน เห็นในคราวที่ยังเป็นพระพุทธรูปปูน จนถึงกลางปี พ.ศ. ๒๕๓๗ มีการบูรณะอุโบสถวัดคุ้งตะเภา พระสงฆ์จึงได้อัญเชิญองค์หลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์เข้าประดิษฐานยังห้องลับของวัด จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๕๒ จึงได้อัญเชิญองค์หลวงพ่อออกประดิษฐานให้ประชาชนสักการะเป็นการชั่วคราวใน เทศกาลสงกรานต์ และในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ วัดคุ้งตะเภาได้สร้างตู้กระจกนิรภัยพร้อมกับติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย อิเล็กทรอนิกส์บนอาคารศาลาการเปรียญวัดคุ้งตะเภา และได้อัญเชิญองค์หลวงพ่อขึ้นประดิษฐานในหอพระพุทธสุโขสัมฤทธิ์ประสิทธิมงคล เปิดโอกาสให้ประชาชนสักการะเป็นการถาวรจนถึงปัจจุบัน

งานนมัสการหลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนี

​หลังจากที่วัดคุ้งตะเภาได้อัญเชิญหลวงพ่อ สุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนี กลับมาสู่แดนมาตุภูมิ (แถบนี้เคยเป็นหัวเมืองของกรุงสุโขทัยในอดีต) ก็มิได้มีการเปิดให้สักการบูชาและเปิดเผยองค์หลวงพ่ออย่างเป็นทางการเช่นในอดีต เนื่องจากปัญหาด้านการรักษาความปลอดภัย เพราะองค์หลวงพ่อเป็นโบราณวัตถุที่ประเมินค่ามิได้ และเป็นที่ปรารถนาสำหรับพ่อค้าวัตถุโบราณ ทำให้ทางวัดจำเป็นต้องเก็บงำปูชนียวัตถุโบราณสำคัญยิ่งของชาติชิ้นนี้ไว้ใน สถานที่ต่าง ๆ ภายในวัดโดยไม่ได้เปิดเผยให้ประชาชนทั่วไปทราบมานานกว่า ๖๐ ปี จนในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ วัดคุ้งตะเภาจึงได้ทำการเปิดเผยองค์หลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนี และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้สักการะปิดทองสรงน้ำได้ถึงองค์พระ โดยจะอัญเชิญหลวงพ่อมาประดิษฐานให้ประชาชนทำการสักการบูชาได้เฉพาะในช่วง เทศกาลสงกรานต์เท่านั้น จนในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ วัดคุ้งตะเภาได้ทำการอัญเชิญองค์หลวงพ่อขึ้นประดิษฐานเป็นการถาวร บนอาคารวิหารวัดคุ้งตะเภา และเปิดโอกาสให้ประชาชนสักการะตลอดมา

สมเด็จพระสังฆราชถวายพระนามและยกย่องเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองอุตรดิตถ์

 

ด้วยฤทธานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ขององค์หลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนี และพระพุทธศิลปะแบบสุโขทัย-เชียงแสน ที่หาชมได้ยากยิ่ง องค์หลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนีจึงนับเป็น พระพุทธรูปโบราณศักดิ์สิทธิ์สำคัญคู่บ้านคู่เมือง ๑ ใน ๙ องค์ ของจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยวัดคุ้งตะเภาเป็นหนึ่งในเส้นทางทำบุญไหว้พระ ๙ วัด ของจังหวัดอุตรดิตถ์ด้วย และเนื่องในมหาศุภวาระมงคลดิถีสัมพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี (การฉลอง ๒๖ พุทธศตวรรษ แห่งการตรัสรู้) ในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก องค์พระสังฆบิดรแห่งคณะสงฆ์ไทย จึงได้ มีพระเมตตาธิคุณเปลี่ยนถวายพระนามองค์หลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนี ให้สอดคล้องกับชื่อจังหวัดอุตรดิตถ์ จากพระนามเดิม หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์ เป็น พระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนี โดยปรากฏข้อความทรงยกย่องในหนังสือตอบการประทานพระนามจากสำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ว่า


...เป็นพระพุทธรูปโบราณสำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ ปางมารวิชัย

ศิลปะเชียงแสน-สุโขทัย

เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุตรดิตถ์...


และการที่ทรงมีพระเมตตาธิคุณประทานเปลี่ยนพระนามใหม่ให้เป็น พระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนี นั้น เพื่อให้คล้องกับพระนามเดิมที่รู้จักกันทั่วไป และต่อสร้อยให้คล้องกับนามจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นนามพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์หลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนีจึงมีพระนามใหม่ตั้งแต่นั้นมา

องค์หลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์ จึงนับเป็นพระพุทธรูปโบราณ ซึ่งทรงพลานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้ตั้งมั่นในพระพุทธศาสนามาช้านานนับ ๘๐๐ ปี และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์หลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์ ยังนับเป็น พระพุทธรูปศิลปะผสมเชียงแสน-สุโขทัย ศิลปะชั้นครู แบบที่หาพบได้น้อยมากและหายากที่สุดในประเทศไทย และในโลก จึงนับเป็นนิมิตหมายและสิริมงคลยิ่งของชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ อันเป็นจังหวัดที่ประกอบด้วยกลุ่มชนพหุวัฒนธรรม ทั้งไทยกลาง และไทยล้านนา ได้มีองค์หลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์ประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง เป็นมิ่งขวัญสิริมงคล และเป็นหลักชัยแห่งชนชาวอุตรดิตถ์จวบจนปัจจุบัน

 

กลับคืน พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอุตรดิตถ์

Website Hit Tracking

ชุดความรู้ด้านศีล ๕

ศีล ๕ คืออะไร เพลงหมู่บ้านรักษาศีลห้า มหาเถรสมาคม อานิสงส์ของการรักษาศีล