Get Adobe Flash player
คำขวัญจังหวัดอุตรดิตถ์ : เหล็กน้ำพี้ลือเลื่อง เมืองลางสาดหวาน บ้านพระยาพิชัยดาบหัก ถิ่นสักใหญ่ของโลก

 







สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้117
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้141
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้258
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว979
mod_vvisit_counterเดือนนี้1379
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว4047
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด218181

ขณะนี้มีผู้ชม: 2
IP ของคุณ: 103.55.142.142
,
Now is: 2018-12-10 20:01

รวมพลังคนไทยไม่โกง

วัดคุ้งตะเภา

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/e/ed/Wat_Khung_Taphao_%E0%B9%90%E0%B9%90%E0%B9%92.jpg/200px-Wat_Khung_Taphao_%E0%B9%90%E0%B9%90%E0%B9%92.jpg

วัดคุ้งตะเภา อยู่ในเขตการปกครองของคณะสงฆ์มหานิกาย เป็น ๑ ใน ๙ วัดศักดิ์สิทธิ์สำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ วัดคุ้งตะเภาเป็นวัดโบราณที่มีพระสงฆ์จำพรรษามาตั้งแต่สมัยอยุธยา มีอายุกว่าสามร้อยปี ในชุมชนคนไทยดั้งเดิมที่ใช้ภาษาถิ่นกลุ่มเมืองในแคว้นสุโขทัยโบราณ ในที่ตั้งปลายเหนือสุดของวัฒนธรรมที่ราบลุ่มภาคกลางตอนบน ปัจจุบันวัดคุ้งตะเภาตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านคุ้งตะเภา ตำบลคุ้งตะเภา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ใกล้กับจุดตัดสี่แยกคุ้งตะเภา ติดทางหลวงแผ่นดินหมายเลขที่ ๑๑ (พิษณุโลก-เด่นชัย)

วัดแห่งนี้ สถาปนาขึ้นโดยสมเด็จพระบรมราชาที่ ๔ หรือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อปีขาล โทศก จุลศักราช ๑๑๓๒ เป็นวัดที่เป็นที่ประดิษฐานสองพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพศรัทธายิ่งของชาวตำบลคุ้งตะเภา ซึ่งพระพุทธรูปทั้งสององค์นั้นได้รับยกย่องว่าเป็น ๒ ใน ๙ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สำคัญคู่บ้านคู่เมืองอุตรดิตถ์ คือ พระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนี และ พระพุทธสุวรรณเภตรา และเป็นวัดที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุจาก ๓ ประเทศ อีกด้วย

ปัจจุบันวัดคุ้งตะเภา เป็นวัดประจำตำบลที่มีสถิติพระภิกษุสามเณรจำพรรษามากที่สุดในตำบลคุ้งตะเภา เป็นศูนย์กลางทางด้านศาสนศึกษาของคณะสงฆ์และคฤหัสถ์ในเขตปกครองคณะสงฆ์ตำบล คุ้งตะเภาโดยพฤตินัย โดยเป็นที่ตั้งของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ สำนักเลขานุการรองเจ้าคณะอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ฝ่ายการศึกษาคณะสงฆ์ สำนักศาสนศึกษาประจำตำบล ศูนย์ศึกษาสมุนไพรในวัดประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ และหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบลคุ้งตะเภา (อปต.) ซึ่งเป็นหน่วยอบรมฯ ที่มีผลงานดีเด่นระดับจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมี พระสมุห์สมชาย จีรปุญฺโญ (แสงสิน) เป็นเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภา (จร.)


ประวัติวัดคุ้งตะเภา


KingTaksinfromItalymuseum.JPG

วัดคุ้งตะเภา ได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อครั้งที่สมเด็จพระบรมราชาที่ ๔ (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช)
เสด็จขึ้นมาปราบชุมนุมเจ้าพระฝางประทับจัดการคณะสงฆ์หัวเมืองเหนือ
ในปี พ.ศ. ๒๓๑๓
หลังเสียกรุงศรีอยุธยาได้เพียง ๓ ปี

วัดคุ้งตะเภา สถาปนาขึ้นโดยสมเด็จพระบรมราชาที่ ๔ หรือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อปีขาล โทศก จุลศักราช ๑๑๓๒  อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรีเสด็จขึ้นมาปราบปรามชุมนุมเจ้าพระฝางเมืองสวางคบุรี พร้อมกับมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้จัดการการปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือใหม่ ซึ่งในคราวนั้นพระองค์ได้ทรงจัดการชำระคณะสงฆ์ฝ่ายเหนือใหม่ทั้งหมดด้วย โดยประทับอยู่จัดการคณะสงฆ์หัวเมืองฝ่ายเหนือตลอดฤดูน้ำหลากในปีนั้น ดังปรากฏหลักฐานในพระราชพงษาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ระหว่างจลาจล จุลศักราช ๑๑๒๙-๑๑๓๐ ตำนานวัดกล่าวว่าพระองค์ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ให้สถาปนาวัดคุ้งสำเภาโบราณที่มีชื่อตามนามหมู่บ้านเดิม อันเป็นวัดที่มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษามาตั้งแต่สมัยอยุธยา ให้เป็น "วัดคุ้งตะเภา" พร้อมทั้งทรงโปรดเกล้าให้สร้างศาลาบอกมูลฯ ขึ้นในคราวเดียวกันนั้น เพื่อให้เป็นที่พำนักสั่งสอนของพระสงฆ์ผู้ทรงภูมิธรรมที่ทรงอาราธนานิมนต์มาจากกรุงธนบุรี

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/3/3b/%28Wat_Khung_Taphao%29_Samanra_13_2.jpg/800px-%28Wat_Khung_Taphao%29_Samanra_13_2.jpg

ปรากฎในหลักฐานของกรมการศาสนาว่า ในครั้งนั้น วัดคุ้งตะเภามีศาลาการเปรียญตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านหลังหนึ่ง ใช้สำหรับให้พระสงฆ์ผู้เป็นพระอาจารย์ใช้เป็นที่สอนหนังสือ ทั้งจินดามณีและมูลบทบรรพกิจรวมไปถึงเลขคณิตต่าง ๆ มาตลอดสมัยกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องจากความสำคัญยิ่งที่วัดคุ้งตะเภาเป็นวัดในชุมชนคนไทยดั้งเดิม ที่มีที่ตั้งอยู่เหนือสุด ท้ายพระราชอาณาเขตกรุงธนบุรีในสมัยนั้น ตามสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์มาแต่โบราณ

โดยนามวัดคุ้งตะเภา เดิมมีชื่อว่า "คุ้งสำเภา" ตามนามหมู่บ้าน แต่ต่อมาถูกเรียกเพี้ยนเป็น "คุ้งตะเภา" ตามตำนานของหมู่บ้านเล่าสืบมาว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง เป็นผู้เรียกขานนามหมู่บ้านนี้ว่าคุ้งตะเภามาช้านาน ซึ่งอาจเป็นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช องค์สถาปนาวัดคุ้งตะเภาก็เป็นได้ เนื่องจากสอดคล้องกับหลักฐานปีสถาปนาวัดของทางการในสมัยธนบุรี ซึ่งปรากฏหลักฐานว่ามีการเรียกเพี้ยนเช่นนี้มาแล้วนับแต่เมื่อแรกสถาปนาวัด

จากการสืบค้นหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวัดคุ้งตะเภา พบว่า ในปีพุทธศักราช ๑๑๙๓ บาทหลวงปาลเลกัวซ์ (Jean Baptiste de Pallegoix) มุขนายกคณะมิซซังโรมันคาทอลิกประจำสยามในสมัย รัชกาลที่ ๔ ได้กล่าวอ้างอิงถึงตำนานโบราณของสยามตอนหนึ่งไว้ว่าในสมัยพระร่วงเจ้า พ.ศ. ๑๑๙๓ หรือในสมัยสุโขทัย เรือสำเภาจีนเดินทะเลสามารถขึ้นมาได้ถึงเมืองสังคโลก หรือสวรรคโลก  ซึ่งหากเป็นจริงตามนี้ เรื่องเรือสำเภาล่มหน้าวัดคุ้งตะเภาอาจจะเก่าแก่ไปถึงสมัยสุโขทัยก็เป็นได้

พุทธศักราช ๑๘๘๔ ปรากฎศักราชในสมุดไทยดำโบราณของวัดคุ้งตะเภา เป็นพระอัยการเก่าสมัย พระเจ้าอู่ทอง ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และพุทธศักราช ๒๑๕๘ ปรากฎศักราชในสมุดไทยดำโบราณของวัดคุ้งตะเภา ระบุพระนามกษัตริย์ครั้งกรุงศรีอยุธยาว่า "พระบาทสมเด็จเอกาทสรฤฐอิศวร์"
http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/d/de/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2..jpeg/200px-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2..jpeg
พุทธศักราช ๒๒๙๕ ตำนานประวัติ พระยาพิชัยดาบหัก วีรบุรุษแห่งชาวอุตรดิตถ์ ทหารเอกของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อคราวท่านยังเป็นนายทองดีฟันขาว มาฝึกมวยที่บ้านท่าเสา ได้อาศัยหาดทรายที่เป็นแผ่นดินงอกใหม่บริเวณหน้าวัดคุ้งตะเภาเป็นที่ฝึกมวย

พุทธศักราช ๒๓๑๐ สงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ชาวหมู่บ้านคุ้งตะเภาอพยพลี้ภัยสงครามไปอาศัยอยู่ในเขต ชุมนุมเจ้าพระฝาง จนสิ้นชุมนุมเจ้าพระฝางใน ปี ๒๓๑๓ ชาวคุ้งตะเภาจึงได้กลับมายังถิ่นฐานเดิม เพื่อบูรณะสร้างบ้านเรือนขึ้นใหม่เป็นการมั่นคง

พุทธศักราช ๒๓๑๓ ปรากฏหลักฐานในเอกสารการอนุญาตให้ตั้งวัดคุ้งตะเภาของทางการใน สมัยกรุงธนบุรี หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาได้เพียง ๓ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๓ อันเป็นปีที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี เสด็จขึ้นมา ปราบปรามชุมนุมเจ้าพระฝางที่เมืองสวางคบุรี ซึ่งตั้งอยู่เหนือหมู่บ้านคุ้งตะเภาทางแม่น้ำน่าน พร้อมกับทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้จัดการการปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือใหม่ ซึ่งในคราวนั้นพระองค์ได้ทรง จัดการชำระคณะสงฆ์ฝ่ายเหนือใหม่ แถบนี้ทั้งหมด และสถาปนาศาลาการเปรียญวัดคุ้งตะเภาขึ้นใหม่ด้วย

พุทธศักราช ๒๓๑๓ ปรากฎหลักฐานของทางการว่าในสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี วัดคุ้งตะเภามีศาลาการเปรียญ อยู่ริมแม่น้ำหลังหนึ่ง ใช้สำหรับบำเพ็ญกุศล และเป็นโรงเรียนโดยมีพระสงฆ์เป็นอาจารย์บอกหนังสือมูล ทั้งจินดามณีและมูลบทบรรพกิจ ต่าง ๆ

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/d/d4/Chulalongkorn_LoC.jpg/150px-Chulalongkorn_LoC.jpgพุทธศักราช ๒๔๔๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือผ่านวัดคุ้งตะเภา เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคโดยเรือพระที่นั่งสมจิตรหวัง ผ่านหน้าวัดคุ้งตะเภาทางแม่น้ำน่าน ในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๔๔๔ โดยได้ทรงมีพระบรมราชาธิบายถึงสภาพวัดคุ้งตะเภาไว้ด้วยว่า หาดหน้าวัดได้งอกจากตลิ่งแม่น้ำเดิมไปมาก และมีสะพานไม้ทอดยาวลงไปหาแม่น้ำน่านนับด้วยเส้น

พุทธศักราช  ๒๔๕๓ ปรากฏความในราชกิจจานุเบกษาสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ พระมหากัน ชาวหมู่บ้านคุ้งตะเภา สอบไล่บาลีด้วยปากเปล่าต่อหน้าพระที่นั่ง สำเร็จเป็นเปรียญธรรมคนแรกของบ้านคุ้งตะเภา

พุทธศักราช  ๒๔๖๔ การปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ ๖ มีการเปิดโรงเรียนวัดคุ้งตะเภา  มีที่ตั้งอยู่ในศาลาการเปรียญของวัดคุ้งตะเภา โดยเปิดการสอนเป็น ๔ ชั้น ตั้งแต่ชั้นประถม ๑ ถึง ๔ โรงเรียนนี้นับเป็นโรงเรียนแห่งแรกของตำบล และแถบย่านแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออกตรงข้ามย่านตำบลท่าเสาและท่าอิฐ

พุทธศักราช ๒๔๗๒ แม่น้ำน่านซัดตลิ่งวัดพังจนเกือบถึงตัวศาลาการเปรียญ จึงทำการย้ายศาลาการเปรียญหลังเก่ามาที่ตั้งปัจจุบัน

พุทธศักราช ๒๔๘๘ ในสมัย สงครามมหาเอเชียบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ ๒) วัดราชบุรณะ กรุงเทพฯ ถูกระเบิดฝ่ายสัมพันธมิตรทำลาย ในเวลาประมาณ ๑๓.๑๕ น.ของวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๔๘๘ ทำให้พระอุโบสถ สังฆาราม พระวิหาร และ กุฏิเสนาสนะ เสียหายมาก คงเหลือแต่พระปรางค์ และพระระเบียงคต ที่ประดิษฐานหลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์เท่านั้นที่ไม่ถูกทำลายซึ่งต่อมาทางราชการได้อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดคุ้งตะเภา ปัจจุบันคือ "พระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนี"

พุทธศักราช ๒๔๘๙ มีพิธีเททองหล่อ หลวงพ่อสุวรรณเภตรา ณ วัดดอยท่าเสา เพื่อประดิษฐานเป็นพระประธาน ในอุโบสถวัดคุ้งตะเภา ผู้ดำริให้จัดสร้างคือ พระครูธรรมกิจจาภิบาล (กลม สุวณฺโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดดอยท่าเสา ชาวหมู่บ้านคุ้งตะเภา (นามเดิมของท่านคือ กลม นามสกุล นิยมเดช)


http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/e/e2/Songkran_in_Wat_Kungthapao002.jpg/150px-Songkran_in_Wat_Kungthapao002.jpgพุทธศักราช ๒๔๙๐ วัดคุ้งตะเภาได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันอังคารที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๔๙๐ โดยอุโบสถ เริ่มสร้างเมื่อปี ๒๔๙๒ แล้วเสร็จในปี ๒๔๙๘ เป็นอาคารปูนหลังแรกของหมู่บ้านคุ้งตะเภา

พุทธศักราช ๒๔๙๓ หมู่บ้านคุ้งตะเภาประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ ทำให้ชาวบ้านคุ้งตะเภาตัดสินใจ ทำการย้ายที่ตั้งกลุ่มหมู่บ้านเดิมที่อยู่ในที่ลุ่มริมแม่น้ำน่านขึ้นมา ตั้งในพื้นที่ดอนสูงในระดับเดียวกับที่ตั้งวัดคุ้งตะเภา จนถึงปัจจุบัน

พุทธศักราช ๒๕๑๐ ราชการเริ่มสร้างเขื่อนสิริกิติ์ปิดกั้นแม่น้ำน่านในเขตอำเภอท่าปลาในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๒๕๑๕  ทำให้ การคมนาคมทางน้ำของชาวบ้านคุ้งตะเภายุติลงสิ้นเชิง ชาวบ้านจึงต้องเปลี่ยนมาใช้เส้นทางคมนาคมทางรถไฟหรือทางบกเป็นหลัก

พุทธศักราช ๒๕๒๒ ทางการได้ตัดทางหลวงแผ่นดินหมายเลขที่ ๑๑ ผ่านกลางตัวหมู่บ้าน ทำให้หมู่บ้านคุ้งตะเภาเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนามากขึ้นตามลำดับ เนื่องจากเป็นทางผ่านสำคัญเพื่อเข้าสู่ภาคเหนือ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ บริเวณด้านหน้าวัดคุ้งตะเภา อันตั้งติดริมแม่น้ำน่านมานับสามร้อยปี ต้องกลายเป็นหลังวัด และบริเวณที่เคยเป็นหลังวัด ติดทางหลวงแผ่นดินหมายเลขที่ ๑๑ กลายมาเป็นด้านหน้าวัด จนถึงปัจจุบัน

สองพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอุตรดิตถ์

พระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนีhttp://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/8/8b/Phra_Buddhu_Sukothai_Samrit4.JPG/114px-Phra_Buddhu_Sukothai_Samrit4.JPG

พระพุทธสุโขสัมฤทธิ์อุตรดิตถ์มุนี หรือนามสามัญ หลวงพ่อสุโขสัมฤทธิ์ เป็น พระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์บริสุทธิ์ (หน้าตักกว้าง ๒ ศอก ๑๓ นิ้ว สูง ๓ ศอก ๗ นิ้ว) พุทธลักษณะงดงามตามแบบอย่างสกุลช่างสุโขทัย-เชียงแสน ซึ่งเป็นแบบที่พบได้น้อยมากและหายากที่สุด มีอายุประมาณ ๘๐๐ ปี มีประวัติความเป็นมาและอภินิหารที่น่าสนใจยิ่ง ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วิหารวัดคุ้งตะเภา เดิมทางวัดไม่เปิดเผยสถานที่ประดิษฐานและไม่ให้บุคคลทั่วไปเข้าสักการะได้ถึงองค์พระ เนื่องด้วยปัญหาด้านการรักษาความปลอดภัย ปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้ได้รับยกย่องเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปโบราณสำคัญคู่บ้านคู่เมืองอุตรดิตถ์

พระพุทธสุวรรณเภตรา

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/c/ce/Phra_Buddha_Suwannaphetar.jpg/200px-Phra_Buddha_Suwannaphetar.jpg หลวงพ่อสุวรรณเภตรา สถาปนาโดยพระครูธรรมกิจจาภิบาล พระครูเกจิใหญ่แห่งเมืองอุตรดิตถ์ในอดีต องค์พระได้อัญเชิญมาประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปประธานในอุโบสถวัดคุ้งตะเภา ในฐานะที่เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สำคัญที่เป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาของชาวคุ้งตะเภามาช้านาน

ปัจจุบันหลวงพ่อสุวรรณเภตราประดิษฐานอยู่ ณ อุโบสถวัดคุ้งตะเภา ตำบลคุ้งตะเภา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ปัจจุบันทางวัดคุ้งตะเภาเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะได้ทุกวัน


พระบรมสารีริกธาตุ ๓ ประเทศ แห่งวัดคุ้งตะเภา

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/3/3f/Thai_Highway_11.jpg/250px-Thai_Highway_11.jpg

โดยพระบรมสารีริกธาตุของวัดคุ้งตะเภามีความพิเศษคือเป็นพระบรมสารีริกธาตุที่ได้รับมอบประทานมาจากสมเด็จพระสังฆราชและสมเด็จพระสังฆนายกจากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

คือพระบรมสารีริกธาตุส่วนวิปปกิณณธาตุจากสมเด็จพระสังฆนายกแห่งประเทศพม่า พระบรมสารีริกธาตุส่วนพระองค์จากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก แห่งราชอาณาจักรไทย และพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศสาธารณรัฐอินเดีย โดยพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมดมีความเป็นมา มีเอกสารและหนังสือกำกับพระบรมสารีริกธาตุแสดงว่าเป็นของพระบรมสารีริกธาตุส่วนดั้งเดิมแท้ที่รักษาสืบทอดมาแต่โบราณตั้งแต่สมัยพุทธกาล

พระบรมสารีริกธาตุจากสมเด็จพระสังฆนายกเซออูตวนมหาเถระ (พม่า)

โดยพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่ได้รับมาจากสมเด็จพระสังฆนายกแห่งประเทศพม่านั้น วัดคุ้งตะเภาได้รับมอบถวายต่อมาจากพระธรรมธีรราชมหามุนี (เที่ยง อคฺคธมฺโม ป.ธ.๙) เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร, เจ้าคณะภาค ๑๑ (นครราชสีมา บุรีรัมย์ ชัยภูมิ สุรินทร์) ซึ่งมีจำนวน ๓ พระองค์ (ปัจจุบันเสด็จเพิ่มมาอีก ๑ พระองค์ รวมเป็น ๔ พระองค์) เป็นพระบรมสารีริกธาตุส่วนวิปปกิณณธาตุ ซึ่งเป็นของเดิมที่รัฐบาลพม่าโดยการนำของฯพณฯ อูนุ นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศพม่า ค้นพบในพระมหาธาตุเจดีย์เมืองพุกามเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ซึ่งเป็นของเดิมที่ได้มาแต่ครั้งพระเจ้าอโศกมหาราชส่งพระอรหันต์สมณทูตมาเจริญพระศาสนายังเมืองสุธรรมวดี เมื่อกว่า ๒,๓๐๐ ปี ก่อน และถูกได้อัญเชิญมายังเมืองพุกามในปี พ.ศ. ๑๖๐๐

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/1/16/U_Nu_carrying_sacred_relics.jpg/200px-U_Nu_carrying_sacred_relics.jpgพระบรมสารีริกธาตุจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (ไทย)

พระบรมสารีริกธาตุในส่วนที่ได้รับมอบประทานมาจากพระสังฆราชไทย มีจำนวน ๙ พระองค์ โดยเป็นพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระองค์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ซึ่งเป็นพระบรมสารีริกธาตุที่รักษาสืบมาตั้งแต่ครั้งพระพุทธศาสนามาตั้งมั่นในสยามประเทศ และเป็นพระบรมธาตุส่วนเดียวกับที่ได้ทรงแบ่งอัญเชิญไปประดิษฐานยังพระมหาธาตุนภเมทนีดลและพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ บนยอดดอยอินทนนท์


พระบรมสารีริกธาตุจากประเทศสาธารณรัฐอินเดีย (อินเดีย)http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/5/55/Buddha%27s_relics_at_Wat_Khung_Taphao_3.jpg/543px-Buddha%27s_relics_at_Wat_Khung_Taphao_3.jpg

พระบรมสารีริกธาตุจากประเทศสาธารณรัฐอินเดีย เป็นพระบรมสารีริกธาตุที่ได้จากการถวายพระเพลิงพระบรมศพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ มกุฏพันธนเจดีย์ กรุงกุสินารา แคว้นมัลละ ชมพูทวีป เมื่อ ๑ ปี ก่อนพุทธศักราช โดยวัดคุ้งตะเภาได้รับมอบถวายจาก พระครูปลัดสุวัฒนพุทธิคุณ Phrakru Paladsuvatanaputthikun (Dr.Visine Vajiravungso) ประธานสงฆ์วัดไทยสิริราชคฤห์ อำเภอนาลันทา รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย (Watthaisirirajgir Rajkir Nalanda Dist. Bihar India)  ซึ่งเป็นพระบรมธาตุส่วนเดียวกับที่โทณพราหมณ์เป็นผู้จัดสรรให้แก่บรรดาเจ้าผู้ครองนครรัฐโบราณสมัยพุทธกาล ๘ พระนครทั่วชมพูทวีป ตามคำบัญชาของมัลลกษัตริย์ ซึ่งได้พระราชทานไปประดิษฐานยังพระนครทั้ง ๘ คือ เมืองเวสาลี เมืองกบิลพัสดุ์ เมืองอัลลกัปปะ เมืองรามคาม เมืองเวฏฐทีปะ เมืองปาวา เมืองกุสินารา และเมืองราชคฤห์

ปัจจุบันพระบรมสารีริกธาตุวัดคุ้งตะเภาซึ่งได้รับประทานจากสมเด็จพระสังฆราช และสมเด็จพระสังฆนายก ๒ ประเทศ รวมทั้งพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศสาธารณรัฐอินเดียดังกล่าว สถิตย์ภายในผอบแก้วพร้อมด้วยอัญมณีและทองคำ รองรับด้วยรัตนปทุมดลภายในพระรัตนเจดีย์แก้วเหนือเบญจปฎลสุวรรณฉัตรปิดทองคำแท้ประดิษฐานบนพระแท่นบุษบกบรมคันธกุฎีภายในรัตนกุฎีพุทธวิหาร กลางอาคารอสีติวัสสายุมงคลมหาศาลาการเปรียญวัดคุ้งตะเภา

กลับคืน วัดสำคัญของจังหวัด

Hit Counters

ชุดความรู้ด้านศีล ๕

ศีล ๕ คืออะไร เพลงหมู่บ้านรักษาศีลห้า มหาเถรสมาคม อานิสงส์ของการรักษาศีล